10 ข้อควรรู้ ก่อนเลือกใช้ครีมกันแดด

 

 

แสงแดดที่มากเกินไป นอกจากทำให้เกิดผิวแดงไหม้ หรือผิวคล้ำแล้ว ยังเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้เกิดโรคผิวหนังอื่น ๆ

คงปฏิเสธไม่ได้ค่ะ ว่าฤดูร้อนเมืองไทยตอนนี้อากาศร้อนมากถึงมากที่สุด และช่วงปลายเดือนเมษายนของทุกปี ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของเมืองไทย เพราะดวงอาทิตย์อยู่ตั้งฉากกับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เรามีสุขภาพผิวที่ดี จึงจำเป็นต้องมีวิธีดูแลผิวพรรณของเราเป็นพิเศษเพื่อให้สวยและปลอดภัยนะคะ 

แสงแดดที่มากเกินไป นอกจากทำให้เกิดผิวแดงไหม้ หรือผิวคล้ำแล้ว ยังเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้เกิดโรคผิวหนังอื่น ๆ เช่น ฝ้า กระแดด และผิวหนังแก่ก่อนวัยอันควรได้ ทำให้ครีมทาผิวขาวกันแดดถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้สิ่งหนึ่งเลยทีเดียว ดังนั้น เราควรจะมีวิธีเลือกใช้ครีมกันแดดอย่างเหมาะสม ดังนี้ 

1.) ครีมกันแดด จะมีสารที่ช่วยกรองแสงแดดในช่วงบางความยาวคลื่นไม่ให้ผ่านได้ หรือผ่านได้บางส่วน ไม่ได้ปกป้องแสงทั้งหมด 

2.) SPF (เอสพีเอฟ) เป็นค่าที่บอกถึงประสิทธิภาพของครีมกันแดดในการป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตบี (ยูวีบี) ว่าได้มากกว่าปกติกี่เท่า เช่น SPF 30 หมายถึง ถ้าในคนปกติจะมีอาการแดงเมื่อตากแดดมาแล้วเป็นเวลา 15 นาที แต่เมื่อใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 30 จะแดงเมื่อตากแดดต่อเนื่องเป็นเวลา 15x30=450 นาที อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติจริง แสงแดดมีความแรงไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งการเสียดสี และเหงื่อทำให้ค่าความสามารถในการป้องกันแสงต่ำกว่าค่าที่ได้จากห้องทดลอง จึงแนะนำให้ทาครีมกันแดดซ้ำมากกว่า 1 รอบเพื่อให้มีประสิทธิภาพดี 

3.) PPD (พีพีดี) เปรียบได้เสมือน SPF กล่าวคือ เป็นการบอกประสิทธิภาพของครีมกันแดดว่าสามารถป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตเอ ได้กี่เท่าเมื่อเทียบกับผิวปกติ เช่น PPD 8 คือบริเวณที่ทาครีมกันแดดจะเกิดผิวคล้ำขึ้นได้ช้ากว่าผิวปกติ 8 เท่า 

4.) PA (พีเอ) เป็นอีกระบบหนึ่ง ในการบอกประสิทธิภาพของครีมกันแดดในการป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตเอ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้มากในเอเชีย แบ่งเป็น PA หนึ่งบวก (+),PA สองบวก (++) และ PA สามบวก (+++)โดย PA หนึ่งบวก(+) จะสามารถป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตเอ 2-4 เท่า PA สองบวก (++)จะสามารถป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตเอได้ 4-8 เท่า และ PA สามบวก(+++) จะสามารถป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตเอได้มากกว่า 8 เท่า 

5.) ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้งแสงอัลตร้าไวโอเลตเอ และแสงอัลตร้าไวโอเลตบี โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไป และมีพีเอสองบวกถึงสามบวก (++ ถึง +++) 

6.) ควรทาครีมกันแดดให้หนาพอสมควร ปริมาณครีมกันแดดที่เหมาะสมคือ 2 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตรโดยทั่วไป สำหรับหน้าและคอ ปริมาณครีมกันแดดที่เหมาะสมคือ 2 ช้อนชา หรือประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติมักทำได้ยาก จึงแนะนำให้ทาครีมกันแดด 2 รอบ โดยแต่ละรอบใช้ครีมกันแดดปริมาณประมาณ 1 ข้อนิ้วมือแทน 

7.) ควรทาครีมกันแดดอย่างน้อย 15-20 นาทีก่อนไปสัมผัสแดด 

8.) ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2-4 ชั่วโมงเพื่อให้ประสิทธิภาพของครีมกันแดดยังคงทนอยู่ได้อย่างดี

9.) ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีความสามารถในการกันน้ำได้ระดับ water-resistant (วอเตอร์-รีซิสแทนต์) 

10.) โดยทั่วไป ไม่แนะนำให้ทาครีมกันแดดในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือนนอกจากการทาครีมกันแดดแล้ว ควรหลีกเลี่ยงแดดในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. ด้วย เพราะเป็นช่วงที่ได้รับแสงอาทิตย์โดยตรง และการสวมหมวกปีกกว้าง ที่มากกว่า 7.5 เซนติเมตร การใส่แว่นกันแดด การถือร่ม การใส่เสื้อผ้าแขนยาวสีเข้ม ก็จะเป็นการปกป้องแสงแดดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ที่ควรทำควบคู่ไปกับการทาครีมกันแดด 

เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ก็หวังว่าคนไทยทุกคนจะมีความสุข และมีสุขภาพผิวดีต่อสู้กับแดดที่ร้อนแรงของเมืองไทยไปได้ตลอดๆนะคะ

CR : อ.พญ.เปรมจิต จันทองจีน 
แผนกผิวหนังและเลเซอร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ 
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล


10 ข้อควรรู้ ก่อนเลือกใช้ครีมกันแดด

 

 

แสงแดดที่มากเกินไป นอกจากทำให้เกิดผิวแดงไหม้ หรือผิวคล้ำแล้ว ยังเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้เกิดโรคผิวหนังอื่น ๆ

คงปฏิเสธไม่ได้ค่ะ ว่าฤดูร้อนเมืองไทยตอนนี้อากาศร้อนมากถึงมากที่สุด และช่วงปลายเดือนเมษายนของทุกปี ก็ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของเมืองไทย เพราะดวงอาทิตย์อยู่ตั้งฉากกับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เรามีสุขภาพผิวที่ดี จึงจำเป็นต้องมีวิธีดูแลผิวพรรณของเราเป็นพิเศษเพื่อให้สวยและปลอดภัยนะคะ 

แสงแดดที่มากเกินไป นอกจากทำให้เกิดผิวแดงไหม้ หรือผิวคล้ำแล้ว ยังเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้เกิดโรคผิวหนังอื่น ๆ เช่น ฝ้า กระแดด และผิวหนังแก่ก่อนวัยอันควรได้ ทำให้ครีมทาผิวขาวกันแดดถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้สิ่งหนึ่งเลยทีเดียว ดังนั้น เราควรจะมีวิธีเลือกใช้ครีมกันแดดอย่างเหมาะสม ดังนี้ 

1.) ครีมกันแดด จะมีสารที่ช่วยกรองแสงแดดในช่วงบางความยาวคลื่นไม่ให้ผ่านได้ หรือผ่านได้บางส่วน ไม่ได้ปกป้องแสงทั้งหมด 

2.) SPF (เอสพีเอฟ) เป็นค่าที่บอกถึงประสิทธิภาพของครีมกันแดดในการป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตบี (ยูวีบี) ว่าได้มากกว่าปกติกี่เท่า เช่น SPF 30 หมายถึง ถ้าในคนปกติจะมีอาการแดงเมื่อตากแดดมาแล้วเป็นเวลา 15 นาที แต่เมื่อใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 30 จะแดงเมื่อตากแดดต่อเนื่องเป็นเวลา 15x30=450 นาที อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติจริง แสงแดดมีความแรงไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งการเสียดสี และเหงื่อทำให้ค่าความสามารถในการป้องกันแสงต่ำกว่าค่าที่ได้จากห้องทดลอง จึงแนะนำให้ทาครีมกันแดดซ้ำมากกว่า 1 รอบเพื่อให้มีประสิทธิภาพดี 

3.) PPD (พีพีดี) เปรียบได้เสมือน SPF กล่าวคือ เป็นการบอกประสิทธิภาพของครีมกันแดดว่าสามารถป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตเอ ได้กี่เท่าเมื่อเทียบกับผิวปกติ เช่น PPD 8 คือบริเวณที่ทาครีมกันแดดจะเกิดผิวคล้ำขึ้นได้ช้ากว่าผิวปกติ 8 เท่า 

4.) PA (พีเอ) เป็นอีกระบบหนึ่ง ในการบอกประสิทธิภาพของครีมกันแดดในการป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตเอ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้มากในเอเชีย แบ่งเป็น PA หนึ่งบวก (+),PA สองบวก (++) และ PA สามบวก (+++)โดย PA หนึ่งบวก(+) จะสามารถป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตเอ 2-4 เท่า PA สองบวก (++)จะสามารถป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตเอได้ 4-8 เท่า และ PA สามบวก(+++) จะสามารถป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตเอได้มากกว่า 8 เท่า 

5.) ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้งแสงอัลตร้าไวโอเลตเอ และแสงอัลตร้าไวโอเลตบี โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไป และมีพีเอสองบวกถึงสามบวก (++ ถึง +++) 

6.) ควรทาครีมกันแดดให้หนาพอสมควร ปริมาณครีมกันแดดที่เหมาะสมคือ 2 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตรโดยทั่วไป สำหรับหน้าและคอ ปริมาณครีมกันแดดที่เหมาะสมคือ 2 ช้อนชา หรือประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติมักทำได้ยาก จึงแนะนำให้ทาครีมกันแดด 2 รอบ โดยแต่ละรอบใช้ครีมกันแดดปริมาณประมาณ 1 ข้อนิ้วมือแทน 

7.) ควรทาครีมกันแดดอย่างน้อย 15-20 นาทีก่อนไปสัมผัสแดด 

8.) ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2-4 ชั่วโมงเพื่อให้ประสิทธิภาพของครีมกันแดดยังคงทนอยู่ได้อย่างดี

9.) ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีความสามารถในการกันน้ำได้ระดับ water-resistant (วอเตอร์-รีซิสแทนต์) 

10.) โดยทั่วไป ไม่แนะนำให้ทาครีมกันแดดในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือนนอกจากการทาครีมกันแดดแล้ว ควรหลีกเลี่ยงแดดในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. ด้วย เพราะเป็นช่วงที่ได้รับแสงอาทิตย์โดยตรง และการสวมหมวกปีกกว้าง ที่มากกว่า 7.5 เซนติเมตร การใส่แว่นกันแดด การถือร่ม การใส่เสื้อผ้าแขนยาวสีเข้ม ก็จะเป็นการปกป้องแสงแดดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ที่ควรทำควบคู่ไปกับการทาครีมกันแดด 

เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ก็หวังว่าคนไทยทุกคนจะมีความสุข และมีสุขภาพผิวดีต่อสู้กับแดดที่ร้อนแรงของเมืองไทยไปได้ตลอดๆนะคะ

CR : อ.พญ.เปรมจิต จันทองจีน 
แผนกผิวหนังและเลเซอร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ 
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

Popular Tags
ออกกำลังกาย ฟิตเนส racer Hyaluronic วิตามินซี คอลลาเจน มะพร้าว ดีท็อกซ์ อาหารและผลไม้ที่มีวิตามินซี ยาปลูกผม OLABO ผมร่วง สมุนไพรรักษาผมร่วง รักษาผมร่วง ผมร่วงผิดปกติ Whey isolate เล่นกล้าม กระชับสัดส่วน เวย์โปรตีน Whey Protein ครีมกันแดด sunscreen ผิวขาว ประโยชน์ของคอลลาเจน ปัญหาริ้วรอยแห่งวัย ริ้วรอย หน้าที่ของคอลลาเจน สิว รอยสิว วิธีรักษารอยสิว ผิวแห้งเสีย ผิวแห้ง ผิวแห้งขาดน้ำ ผิวขาดน้ำ คอลลาเจนเพียว Collagen คอลลาเจนญี่ปุ่น คอลลาเจนบริสุทธิ์ คอลลาเจนช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ คอลลาเจนช่วยบำรุงระดูกและข้อ กระดูกและข้อ กรดอะมิโนจำเป็น กรดอะมิโน ท้องผูก FOS ไฟเบอร์ อาการท้องผูก ล้างสารพิษ โรคริดสีดวงทวาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคหัวใจ