เคยสงสัยกันไหมว่า เรา ดีท็อกซ์ลำไส้ กันไปทำไม? แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ทำตามกระแส แต่เพื่อสุขภาพของตัวเราเอง ด้วยวีถีชีวิตของเราทุกวันนี้กินแต่อาหารสมัยใหม่ที่เป็นแป้งขัดขาว น้ำตาล เนื้อสัตว์ ไขมัน เมื่อผ่านการย่อยจะไม่เหลือเป็นกากอาหารเพียงพอให้ถูกขับออกจากร่างกายโดยง่าย สิ่งที่เหลือหลังการย่อยจะอยู่ในสภาพเหนียวหนับ เมื่อผ่านจากลำไส้เล็กเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ กากอาหารที่เหนียวหนับดังกล่าวจะเคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่ด้วยความลำบาก และมักเกาะเป็นตะกรันบนผนังลำไส้ใหญ่ บวกกับเซลล์เก่าๆ ของผนังลำไส้ที่เกิดจากการผลัดเปลี่ยนตามธรรมชาติ จะกลายเป็นแหล่งอาหารอย่างดีของแบคทีเรียชนิดเลว เมื่อแบคทีเรียย่อยสลายทั้งกากอาหารและเซลล์ผนังลำไส้ที่หลุดลอกตายไป ก็จะเกิดการบูดเน่าขึ้นในลำไส้ ผลที่เกิดจากการนี้ก็คือ ก๊าซที่มีกลิ่นเหม็น และ “สารพิษ”

จะมีสักกี่คนทราบบ้างว่า การขับถ่ายตามธรรมชาตินั้นคราบตะกรันที่เกาะบนผนังลำไส้ใหญ่มิได้ถูกขับออกมาจนหมดเกลี้ยง หากยังคงมีเหลืออยู่ และเมื่อคราบตะกรันเหล่านี้ค้างอยู่นานวันก็จะพอกตัวหนาและแข็งขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นด่านปิดกั้นการดูดซึมสารอาหารจำพวกวิตามินและเกลือแร่กลับคืนสู่ร่างกาย นอกจากนั้นคราบตะกรันที่พอกหนาขึ้นๆ เหล่านี้ จะทำให้ช่องในหลอดลำไส้ใหญ่แคบลงๆ ช่องทางให้กากอาหารผ่านไปได้จึงเหลือน้อยลง ไม่เพียงเท่านั้นกล้ามเนื้อของผนังลำไส้ยังบีบไล่กากอาหารไม่ได้ตามปกติ รวมถึงกีดขวางมิให้ผนังลำไส้ขับสารหล่อลื่นออกมาจนเกิดความแห้งฝืดขึ้นภายใน เมื่ออุจจาระถูกขัดขวางจนเคลื่อนตัวได้ไม่สะดวกจึงคั่งค้างหมักหมมอยู่ภายในลำไส้ เป็นจุดเริ่มต้นของโรคคนเมืองอย่าง “อาการท้องผูก” เมื่อถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก นานวันเข้าก็กลายเป็นท้องผูกเรื้อรัง คงไม่มีใครปฏิเสธว่าอาการท้องผูกนั้นสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้คนเราอย่างมาก  ทั้งความอึดอัดไม่สบายในช่องท้อง การต้องเบ่งอุจจาระที่แข็งมากๆ จนบางทีครูดให้เกิดแผล ไปจนถึงริดสีดวงทวาร